โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน : ๑ ในโครงการร่วมเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


แพทยสมาคมฯ 14 ราชวิทยาลัยแพทย์ ประกาศต้านภัยบุหรี่ ชี้ ตัวร้ายทำลายประเทศ

31 พฤษภาคม 60 / อ่าน : 155


แพทยสมาคมฯ 14 ราชวิทยาลัยแพทย์ ประกาศต้านภัยบุหรี่ ชี้ ตัวร้ายทำลายประเทศ ย้ำ บุหรี่ขวางนโยบายมีลูกช่วยชาติ เหตุทำเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เกิดสภาวะมีบุตรยาก 
       
       (30 พ.ค.) ในงานแถลงข่าว “บุหรี่ : ตัวร้ายทำลายประเทศ” เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก วันที่ 31 พ.ค. ของทุกปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมถ์ ร่วมกับสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ และ 14 ราชวิทยาลัยแพทย์ ประกาศจุดยืนรวมพลังต้านภัยบุหรี่ เพื่อสร้างสังคมไทยปลอดบุหรี่ในอนาคต
       
       ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติ เพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กล่าวว่า บุหรี่เป็นปัญหาของสังคมไทยมานาน กระทบทั้งสังคม ครอบครัว และเศรษฐกิจของประเทศ โดยแต่ละปีต้องเสียค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขจากบุหรี่ถึง 60,000 ล้านบาท ขณะที่ได้รับภาษีจากบุหรี่เพียงปีละ 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย โดยที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหน่วยงานต่างๆ ก็ได้มีการรณรงค์ให้มีการลดละเลิกบุหรี่ ดังนั้น จึงได้มีการรวมตัวกันก่อตั้งสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติ เพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ หลังจากก่อตั้งได้เพียง 3 ปี ก็มีองค์กรที่เข้าร่วม 805 องค์กร เพื่อเป็นตัวช่วย สธ. ในการรณรงค์ และแสดงจุดยืนว่าจะช่วยเหลือให้มีการลด ละเลิก บุหรี่ สร้างสังคมในอนาคต และเป็นการร่วมสนับสนุนโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทยด้วย
       
       “ทุกวันนี้มีการอวดอ้างสรรพคุณ ว่า มีบุหรี่เพื่อสุขภาพต่างๆ ซึ่งไม่เป็นจริง บุหรี่มีโทษทุกชนิด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถจะปิดโรงงานยาสูบในประเทศไทยได้ เพราะแม้การรณรงค์ต่างๆ จะได้ผลดี แต่ก็ยังมีผู้สูบเป็นจำนวนมาก หากปิดจะทำให้ธุรกิจยาสูบจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของไทยแน่นอน ดังนั้น หากจะพัฒนาไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ต้องมีการรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากเยาวชนที่อาจถูกชักจูงได้ง่าย” ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี กล่าวและว่า แม้แต่แพทย์เองก็มีจำนวนไม่น้อยที่เคยสูบบุหรี่และยังสูบอยู่ แต่หลังจากมีการรณรงค์ก็สามารถลดจำนวนไปได้เยอะ จากผลสำรวจในปี 2547 พบว่า ยังมีสูบบุหรี่เหลือเพียง 2.7% คาดว่าจะได้มีการตั้งชมรมแพทย์ที่เคยสูบบุหรี่แต่เลิกได้ ขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ในอนาคต
       
       ศ.นพ.สมบูรณ์ คุณาธิคม ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ที่สูบบุหรี่จัดจะทำให้เกิดสภาวะมีบุตรยาก และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หากมีบุตรเด็กที่เกิดมาก็จะไม่ค่อยแข็งแรง มีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ แม้ว่าจะยังไม่มีผลการวิจัยที่ชัดเจน เพราะเป็นเรื่องของจริยธรรมในการเก็บน้ำเชื้อหรือไข่ไปตรวจ แต่เชื่อได้ว่าเป็นผลมาจากสารนิโคตินในบุหรี่ ดังนั้น เห็นว่า ในการรณรงค์ให้มีลูกเพื่อชาติ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล และ สธ. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดมาอย่างมีคุณภาพนั้น ควรเน้นย้ำในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับลดการสูบบบุหรี่ทั้งในชายและหญิง
       
       ศ.นพ.สมบูรณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ปีละเกือบ 6 ล้านคน ในจำนวนนี้มี 600,000 คน เสียชีวิตจากบุหรี่มือสอง คาดว่าหากไม่มีการดำเนินการใดๆ ในปี 2030 จะมีผู้เสียชีวิตปีละ 8 ล้านราย และร้อยละ 80 จะเป็นประชากรที่อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง และในประเทศไทยจากการสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2559 คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ ปีละ 52,000 คน หรือวันละ 142 คน หรือชั่วโมงละ 6 คน ซึ่งเป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จากบุหรี่มือสอง


       
       มอบรางวัล 3 ล้าน 3 ปีเลิกบุหรี่ทั่วไทย
       
       วันเดียวกัน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังมอบรางวัลหน่วยงานดีเด่น โครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ว่า บุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิต องค์การอนามัยโลกได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ เนื่องจากทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ปีละกว่า 6 ล้านคนต่อปี และจะเพิ่มเป็น 8 ล้านคนต่อปี ในปี 2573 กระทรวงสาธารณสุขต้องการสร้างเสริมสุขภาพของคนในชาติ ลดปัญหาการเจ็บป่วยและการสูญเสียจากการสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่เป็นภัยสุขภาพที่สามารถป้องกันได้ โดยผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2557 มีคนไทยสูบบุหรี่กว่า 11.4 ล้านคน ในแต่ละปีมีคนไทยเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ปีละกว่า 50,000 คน อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคถุงลมปอดโป่งพอง ผู้สูบบุหรี่แต่ละคนอายุสั้นลงเฉลี่ย 12 ปี และจะป่วยหนัก ทรมาน สูญเสียคุณภาพชีวิตก่อนเสียชีวิตเฉลี่ย 2 ปี กระทรวงสาธารณสุข อยากเห็นคนไทยมีสุขภาวะที่ดี ห่างไกลโรค ห่างไกลบุหรี่ โดยขอให้ใช้วันที่ 31 พฤษภาคมนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเลิกบุหรี่ ที่สำคัญคือ ต้องปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงโทษพิษภัยของบุหรี่ ตั้งแต่ปฐมวัยและวัยประถมศึกษาจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่

       นพ.สุเทพ เพชรมาก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การดำเนินโครงการในปีแรก 2559 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมโครงการ 503,779 คน โดยเลิกบุหรี่ 1 เดือน จำนวน 191,534 คน เลิกบุหรี่ 3 เดือน จำนวน 104,314 คน เลิกบุหรี่ 6 เดือน จำนวน 70,956 คน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า คนสูบบุหรี่มีค่าใช้จ่ายซื้อบุหรี่เฉลี่ยเดือนละ 423 บาท โครงการนี้ทำให้ประชาชนที่ร่วมกันเลิกบุหรี่ประหยัดเงินได้กว่า 393 ล้านบาท โดยในปี 2560 เข้าสู่ปีที่ 2 ของโครงการ ตั้งเป้าชักชวนให้คนเลิกสูบบุหรี่ให้ได้ 2 ล้านคน และในปีที่ 3 ให้ได้ตามเป้าหมาย 3 ล้านคน
       
       นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นกำลังหลักในการดำเนินโครงการ ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อน สนับสนุน และเสริมนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง สสส. ได้จัดทำแคมเปญรณรงค์ในประเด็น “เลิกบุหรี่ ชีวิตเปลี่ยน” โดยเป้าหมายชวนให้คนสูบบุหรี่ เลิกสูบได้ 3 ล้านคน ใน 3 ปี เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่มาก หากทุกคนทุกภาคส่วนในสังคมช่วยกันเชิญชวนคนใกล้ชิดหรือคนรู้จักที่สูบบุหรี่อยู่ให้เลิกสูบมากขึ้น เป้าหมายนี้ก็จะบรรลุผลได้ ประโยชน์จะเกิดขึ้นต่อทั้งตัวผู้สูบ ครอบครัวและคนรอบข้างก็จะได้ประโยชน์ ระบบสาธารณสุขทั้งทรัพยากรบุคคลและงบประมาณก็จะถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วยที่มีความจำเป็นอื่นๆ ได้มากยิ่งขึ้นต่อไป


       นางอำนวย สุทัตโต อสม. ดีเด่นระดับชาติ ชวนคนเลิกบุหรี่ ตามโครงการ กล่าวว่า ทำงานรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่ ตั้งแต่ปี 2555 ใช้ประสบการณ์ที่มีช่วยในการชวนคนเลิกบุหรี่ โดยเริ่มจากชวนคนในครอบครัวที่สูบบุหรี่ให้เลิกเพื่อเป็นต้นแบบ รวมทั้งประชุม อสม. ร่วมค้นหาวิธี ด้วยการนำนวัตกรรมข้อความบนกระดาษพร้อมสโลแกนโดนใจที่ อสม. ช่วยกันคิด พร้อมภาพลูกสาว หรือคนที่รัก มีผลต่อจิตใจสูง จัดพิมพ์มอบให้ อสม. ที่มีคนในครอบครัวสูบบุหรี่ ให้ไปติดไว้บริเวณที่สูบ ทำให้เห็นบ่อยๆ เพื่อเตือนใจ พร้อมใช้จิตวิทยาพูดคุย แนะนำ ควบคู่กับการอมลูกอม น้ำยาบ้านปาก มะนาวทั้งเปลือกและเกลือ ที่ใช้แทนเมื่อเกิดอาการอยากสูบบุหรี่ จนที่สุดคนในครอบครัว อสม. ก็สามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จและขยายผลสู่คนในชุมชนมากขึ้น นอกจากยังขยายไปยังโรงเรียน โรงงาน และหน่วยงานราชการในพื้นที่ จนทำให้เกิดคนในตำบลกว่า 50% สามารถลด ละเลิก บุหรี่ได้ จึงขอให้ อสม.ร่วมทำความดี ช่วยคนเลิกบุหรี่ได้มากขึ้น เพื่อให้เกิดสุขภาวะที่ดีและประชาชนห่างไกลบุหรี่ได้มากขึ้น
       
       ทั้งนี้ มีหน่วยงานได้รับรางวัลระดับชาติ เชิญชวนผู้เลิกสูบบุหรี่ในโครงการสูงสุด ได้แก่ 1. ประเภทสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดดีเด่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ 2. ประเภทสำนักงานสาธารณสุขอำเภอดีเด่น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 3. ประเภทหน่วยบริการสาธารณสุขดีเด่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดตาก 

 

อ่านต่อที่ ผู้จัดการออนไลน์